วิตามินเอ (Vitamin A) ผู้ช่วยรักษาสิว ไม่ต้องการเยอะแต่ขาดไม่ได้

วิตามินเอ (Vitamin A) คือ วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นวิตามินที่แตกต่างจากวิตามินตัวอื่นในเรื่องการสะสม ร่างกายสามารถเก็บสะสมวิตามินไว้ใต้ชั้นเซลไขมันได้นาน 1-2 ปี

ชนิดวิตามินเอ
วิตามินเอแบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆคือ

Retinol คือ วิตามินเอที่พบในสัตว์ เช่น ตับ , ไข่ , นม , น้ำมันตับปลา
Provitamin A carotenoids คือ วิตามินเอที่พบในพืชที่มีสีเหลือง ส้ม แดง หรือเขียวเข้ม เช่น ผักตำลึง , ยอดชะอม , คะน้า , ฟักทอง , แครอท , มะม่วงสุก , มะเขือเทศ , บรอกโคลี่

สรรพคุณของวิตามินเอ
ช่วยในเรื่องการมองเห็น บำรุงสายตา
ช่วยบำรุงผม ฟัน เหงือกให้แข็งแรง
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยบำรุงผิว ลดความเหี่ยวย่น ลดริ้วรอยแห่งไว
ช่วยสร้างเนื้อเยื่อชั้นนอกของอวัยวะต่างๆ
ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้นกันของร่างกาย
ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดรอยแดง จุดด่างดำจากสิว

ปริมาณวิตามินเอที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายคนเราต้องการวิตามินเอ 4,000 – 5,000 IU ต่อวัน ซึ่งโดยทั่วไป หากเรากินอาหารครบ 5 หมู่ ร่างกายจะได้รับวิตามินเออย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องกินอาหารเสริมวิตามินเอเพิ่มเติม เช่น ถ้าเรากินฟักทอง 100 กรัม เราจะได้รับวิตามินเอ 6,300 IU หรือ กินแครอท 100 กรัม เราจะได้รับวิตามินเอสูงถึง 9,000 IU เลยทีเดียว

ผลข้างเคียงจากวิตามินเอ

ถึงวิตามินเอจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ขึ้น เช่น ตับทำงานไม่ปกติ ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ประสาทส่วนกลางไม่ทำงาน กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ ตาพล่ามัว แท้งลูก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการกินอาหารเสริมวิตามินเอมากเกินไป แต่ถ้าเรากินอาหารตามปกติ ผลข้างเคียงที่ว่ามานี้คงเกิดได้ยาก

วิตามินเอกับเรื่องสิว

วิตามินเอเป็นวิตามินเอที่สำคัญต่อคนเป็นสิว โดยมีงานวิจัยออกมาว่าคนเป็นสิวรุนแรงมักมีปริมาณวิตามินเอในร่างกายต่ำ ซึ่งจากการทดลองกับหญิงสาวที่ที่เป็นสิวเพราะฮอร์โมนไม่สมดุล โดยให้กินอาหารเสริมวิตามินเอเพิ่มเติม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ภายในไม่กี่สัปดาห์ สิวและรอยสิวของหญิงสาวคนนี้ลดลงอย่างมาก ทำให้รู้ว่าวิตามินเอมีผลต่อเรื่องผิวพรรณไม่น้อย

อยากสิวหายด้วยวิตามินเอต้องทำไง?

ถ้าเราจะรักษาสิวด้วยวิตามินเอ คงเป็นอะไรที่เห็นผลยาก เนื่องจากวิตามินเอที่เราพูดถึงได้มาจากการกิน คือ กินอาหารที่มีวิตามินเอเยอะๆ เช่น ตับ , ไข่ , นม , น้ำมันตับปลา , ผักตำลึง , ยอดชะอม , คะน้า , ฟักทอง พูดง่ายๆคือรักษาสิวมาจากข้างในนั่นเอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะเห็นผล หรืออาจไม่เห็นผลเลยถ้าคนเป็นสิวคนนั้นไม่ได้ขาดวิตามินเอ ส่วนวิตามินเอแบบทาจะมุ่งเน้นในเรื่องลดริ้วรอยมากกว่าลดการเกิดสิว ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นส่วนผสมของวิตามินเอในครีม anti aging มากกว่าในครีมรักษาสิวนั่นเอง

ถึงแม้ไม่สามารถวัดผลการรักษาสิวจากวิตามินเอ (Vitamin A) ได้ชัดเจน แต่วิตามินเอยังเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องผิวพรรณ วิตามินเอมีผลต่อการบำรุงผิวไม่น้อย หากผิวขาดวิตามินเอไป จะทำให้ผิวแห้งกร้าน เหี่ยวย่น ขาดความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นที่มาของริ้วรอยก่อนวัยอันควร คงไม่มีใครอยากเป็นสิวและมีปัญหาผิวแบบนี้เป็นแน่ จริงมั้ยครับ!!!